โบสถ์เซนต์ปีเตอร์

May 17th, 2013 2:01 am

โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ St.Perter’s Cathedral  กรุงโรม อิตาลี พ.ศ.๒๐๔๙–๒๐๘๙ โดนาโต บรามานเต (Donato Bramante) เป็นสถาปนิกผู้ริเริ่มออกแบบและคุมการก่อสร้างแต่บรามานเตถึงแก่กรรมก่อนงานจะเสร็จ  จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน จนกระทั่ง พ.ศ.๒๐๘๗  มิเคลันเจโล บูโอแนร์โรติ ( Michelangelo Buonarrotii ) ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ ๓ ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออน(Pantheon)ของจักรวรรดิโรมัน

รู้จักกันโดยชาวอิตาลีว่า Basilica di San Pietro in Vaticano หรือเรียกกันสั้นๆว่าเซนต์ปีเตอร์บาซิลิกา (Saint Peter’s Basilica) มหาวิหารนี้เป็นมหาวิหารหนึ่งในสี่ของมหาวิหารหลักในกรุงโรม, ประเทศอิตาลี (อีกสามมหาวิหารคือ: มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน, มหาวิหารซานตามาเรียมายอเร และ มหาวิหารเซ็นต์พอลนอกกำแพง อยู่ในนครรัฐวาติกัน เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลีเป็นที่ประทับของpope ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งศาสนาคริสต์ นิกายRoman Catholic State of the Vatican City จัดว่าเป็นประเทศ ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ศูนย์กลางคือ มหาวิหารSt. Peter ที่ออกแบบโดยอัจฉริยะบุคคล Michelangelo

คนเชื้อชาติวาติกันไม่มีในโลก มีแต่พลเมืองสัญชาติวาติกัน นครรัฐวาติกันมีพลเมืองประมาณ 900 คน ประมาณ 200 คนเป็นสตรี และมีคนทำงานในนครวาติกัน 1,300 คน พลเมืองของ Vatican City ประกอบด้วย pope cardinal ผู้ปกครองนครรัฐวาติกัน เจ้าหน้าที่ประจำวาติกัน และทหารสวิส ซึ่งเป็นองครักษ์ของpope ประมาณ 100 คน นอกจากนั้นก็ได้แก่เจ้าหน้าที่ทูตวาติกันที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย

พลเมือง วาติกันเหล่านี้จะมีสัญชาติวาติกันเฉพาะในขณะดำรงตำแหน่งหรือเป็นภรรยาของ พลเมืองวาติกัน หรือเป็นบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ของพลเมืองวาติกัน บุตรคนใดอายุถึง 25 ปี ต้องกลับคืนสัญชาติเดิมผู้ถือสัญชาติวาติกัน หากพ้นตำแหน่งเมื่อใดก็ต้องคืนสู่สัญชาติเดิมของตน พร้อมด้วยบุคคลทุกคนในครอบครัวที่ถือสัญชาติวาติกัน หากชาติเดิมของตนไม่ยอมรับให้ขอสัญชาติอิตาลีซึ่งรัฐบาลอิตาลีมีข้อผูกมัดต้องรับเสมอ

ศิลปะเรอแนซ็องส์

May 12th, 2013 2:01 am

เมื่อเราพูดถึงศิลปะแล้วนั้นยังมีศิลปะอีกมากมายในโลก วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ ศิลปะเรอแนซ็องส์ (พ.ศ. 1940 – 2140) คำว่า “เรอแนซ็องส์” หมายถึง การเกิดใหม่ ซึ่งเป็นการระลึกถึงศิลปะกรีกและโรมันในอดีต ซึ่งเคยรุ่งเรืองให้กลับมาอีก ศิลปะเรเนสซองซ์ไม่ใช่การลอกเลียนแบบจากอดีต แต่เป็นยุคสมัยแห่งการเน้นความสำคัญของลักษณะเฉพาะบุคคล มีความสนใจลักษณะภายนอกของมนุษย์ และ ธรรมชาติ เป็นแบบที่มีเหตุผลทางศีลธรรม ก่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการค้นหาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ และวิทยาการแขนงต่าง ๆ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา” โดยมีรากฐานมาจากประเทศอิตาลี และแผ่ขยายไปยังดินแดนต่าง ๆ ในยุโรป

ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา คริสตจักรยังคงเป็นผู้อุปถัมภ์ที่สำคัญของเหล่าศิลปินนอกจากนี้ยังมีพวกขุนนาง พ่อค้าผู้ร่ำรวย ซึ่งเป็นชนชั้นสูงก็ได้ว่าจ้าง และอุปถัมภ์เหล่าศิลปินต่าง ๆ ด้วย ตระกูลที่มีชื่อเสียงเหล่านั้น ได้แก่ ตระกูลวิสคอนตี และสฟอร์ซา ในนครมิลาน ตระกูลกอนซากาในเมืองมานตูอา และตระกูลเมดีชีในนครฟลอเรนซ์ การอุปถัมภ์ศิลปินนี้มีผลในการกระตุ้นให้ศิลปินใฝ่หาชื่อเสียง และความสำเร็จมาสู่ชีวิตมากขึ้น ผลงานของศิลปินที่มีทั้ง จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ทำให้ชื่อเสียงของศิลปินหลายคน เป็นที่รู้จักทั่วโลกตลอดกาล เช่น ลีโอนาร์โด ดา วินชี มีเกลันเจโล ราฟาเอล สถานภาพทางสังคมของศิลปินเป็นที่ยอมรับกันอย่างสูงในวงสังคม เกิดสำนักศิลปะเพื่อฝึกฝนช่างฝีมือ และเกิดมีศิลปินระดับอัฉริยะขึ้นมาอย่างมากมาย และในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยานี้เอง ที่มีการพัฒนาการพิมพ์ขึ้นในประเทศเยอรมนีโดย โยฮันน์ กูเทนแบร์ก เป็นผู้ผลิตนวัตกรรมชิ้นนี้ขึ้นมา ราวพุทธศตวรรษที่ 20 ทำให้ศิลปะการพิมพ์ได้เริ่มมีการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างจริงจัง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

May 7th, 2013 2:01 am

สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมยุคใหม่ สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมที่กินเวลาตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึง 17 ประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทางวรรณกรรม วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ศาสนาและการเมือง การฟื้นฟูการศึกษาโดยอาศัยผลงานคลาสสิก การพัฒนาจิตรกรรม และการปฏิรูปการศึกษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้อาศัยพลังของนักมนุษยนิยมและปัจเจกชนนิยมเป็นเครื่องจูงใจ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาเกิดขึ้นในฟลอเรนซ์ แคว้นทัสกานี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14

ศิลปะสมัยฟื้นฟู เกิดขึ้นในตอนปลายของยุคกลางตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕-๑๗ เมื่อชาวยุโรปได้กลับมาพิจารณาเหตุผลความถูกต้อง และเริ่มค้นพบตัวเองและโลกรอบๆ ตัว เกิดเป็นกระบวนการมนุษยนิยม ซึ่งเป็นการค้นคว้าหาความจริงเกี่ยวกับตัวมนุษย์เอง และสิ่งรอบตัวที่อยู่นอกเหนือสาระสำคัญทางศาสนา ซึ่งมีผลกระทบต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยตรง มีการพยายามปลูกฝังความจริงและความสนใจในโลกปัจจุบัน เกิดการตื่นตัวหรือการเกิดใหม่ของงานศิลปะในสมัยคลาสสิก (Classic) ตามแบบกรีก – โรมัน ศิลปินมีความกล้าที่จะแหวกวงล้อมของอิทธิพลศิลปะโกธิคไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์ มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส การค้นพบกระบวนการพิมพ์หนังสือของ กูเตนเบอร์กและฟุสท์

อิตาลีถือว่าเป็นศุนย์กลางของความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญโดยเฉพาะเรื่องของศิลปกรรม ศิลปะในสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลก คือ ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์ ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบและต้องการแสวงหา ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ (Linear Perspective) ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม

ศิลปะโกธิค

May 2nd, 2013 2:01 am

ศิลปะโกธิค

ศิลปะโกธิค เป็นศิลปะที่เกิดในยุโรปช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่12-15 มีศูนย์กลางที่ฝรั่งเศส คำว่า”โกธิค” เริ่มใช้ครั้งแรกโดยนักวิจารณ์ศิลปะสมัยสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาตอนปลายของอิตาลี เรียกรูปแบบของศิลปะ ที่เกิดในยุโรปในช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น ที่เป็นผลงานของพวกกอท แฟรงก์ ลอมบาร์ค สลาฟ และแซกซัน ซึ่งต่างเป็นชนเผ่าป่าเถื่อน ไร้ความเจริญทางศิลปวิทยาการ ประการสำคัญ เป็นชนเผ่าที่ทำลายจักรวรรดิโรมันและถึงพร้อมด้านศิลปวิทยาการ

ดังนั้นถ้อยสำเนียงหรือนัยยะ ที่ใช้เรียกว่า “ศิลปะโกธิค” จึงเป็นการเรียกขานที่บ่งบอกไปในทางเย้ยหยันมากกว่าการชื่นชม เมื่อเปรียบเทียบกับคุณค่าศิลปะแบบกรีก-โรมัน ที่มีกฏเกณท์ชัดเจน ซึ่งในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาได้ รื้อฟื้นกลับมาปรับใช้ในยุคสมัยของตน จนเรียกชื่อยุคว่าเรอเนซองค์ หรือฟื้นฟูศิลปวิทยาการ หมายถึงย้อนกลับไปรื้อฟื้นศิลปวิทยาการแบบกรีก-โรมันขึ้นมาอีกนั้น จึงยิ่งส่งผลให้มองศิลปกรรมอันเกิดจากฝีมือของผู้ทำลายอาณาจักรโรมันยิ่งดู ไร้คุณค่าไร้รสนิยมยิ่งขึ้น จนนักวิจารณ์บางคนในยุคเรอเนซองส์ใช้คำกล่าวหาศิลปะโกธิคค่อนข้างรุนแรงว่า เป็นศิลปะที่ “ไร้รสนิยม” และ”วิตถาร”

ศิลปะโกธิค ( Gothic ) คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒-๑๕ ในประเทศฝรั่งเศสเป็นหลัก ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมสมัยโกธิค คือ มีลักษณะสูงชลูด และส่วนที่สูงที่สุดของโบสถ์จะเป็นที่ตั้งของกางเขนอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะเป็นที่ติดต่อกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ ได้แก่

- วิหารโนเตรอ-ดาม ( Notre-Dame ) กรุงปารีส ฝรั่งเศส ภาพกระจกสี (Stain glass ) นับเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม ทางศาสนาคริสต์

- ภาพถนนไปสู่รูปเคารพ โดย ไซมอน มาตินี พ.ศ.๑๘๘๓ เป็นงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา ในรูปแบบ ของภาพวาดแบบเหมือนจริง

- รูปเซนต์แฟร์แมง St.Fermin พ.ศ.๑๗๖๘ ประติมากรรมตกแต่งวิหารอาเมียงส์ สะท้อนเรื่องราวทางศาสนา และลักษณะโครงสร้างสูงชะลูด

ศิลปะโรมาเนสก์ Romanese

April 27th, 2013 2:01 am

ศิลปะโรมาเนสก์ Romanese

ศิลปะโรมาเนสก์ Romanese (พ.ศ.๑๕๔๐ – ๑๗๔๐) สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์เป็นการก่ออิฐฉาบปูนมีหลังคาทรงโค้งกากบาท และมีลักษณะสำคัญ คือ

๑. มีความหนักแน่น ทึบคล้ายป้อมโบราณ

๒. มีโครงสร้างวงโค้งอย่างโรมัน

๓. มีหอสูง ๒ หอ หรือมากกว่านั้น

๔. มีช่องเปิด ตาหน้าต่างหรือประตูทำเป็นโครงสร้างวงโค้งวางชิด ๆ กัน

๕. มีหัวคานยื่นออกนอกผนัง เป็นคิ้วตามนอนนอกอาคาร

๖. มีหน้าต่างแบบวงล้อ เป็นรูปวงกลมที่ถูกแบ่งออกเป็นซี่

สำหรับงานศิลปกรรมอื่น ๆ ส่วนมากมักเป็นงานแกะสลักงาช้างขนาดเล็ก ๆ หรือไม่ก็เป็นงานที่เขียนบนหนังสือแบบวิจิตร เรื่องราวของงานศิลปะจะนำมา จากพระคัมภีร์ฉบับเก่าและใหม่  ตำนานโบราณ   ชีวประวัตินักบุญ รูปเปรียบเทียบความดีกับความชั่ว หรือลวดลายต่าง ๆ เป็นรูปดอกไม้ และรูปเราขาคณิต

โดยมีลักษณะศิลปะแบบตะวันออกมาผสมผสานอยู่ด้วยต่อไปเป็นตัวอย่างงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรมเพื่อให้นักเรียนเห็นลักษณะของผลงานเช่น ๑.๑ โบสถ์เซนต์โซเฟีย St.Sophia ค.ศ.๕๓๒-๕๓๗  เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน นับเป็นแหล่งรวมลักษณะความโดดเด่นของกรีกโรมันและลักษณะตะวันออกแบบอาหรับหรือเปอร์เซีย ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่างกลมกลืน ๑.๒ ภาพขบวนแถวของนักบวช ประมาณปี ค.ศ.๕๖๐ เป็นภาพ โมเซอิค ( Mosaic ) คือใช้กระเบื้องเคลือบชิ้นเล็กๆ มาประกอบกัน ๑.๓ ภาพพระแม่แห่งวลาดิเมียร์ Vladimir  ประมาณปี ค.ศ.๑๑๒๕ เป็นงานจิตรกรรมที่เขียนสีลงบนแผ่นไม้ไว้สำหรับเคารพบูชาในบ้าน เรียกว่า ไอคอน ลักษณะศิลปะไบเซนไทน์ มีลักษณะคาบเกี่ยวกับศิลปะคริส-เตียนอยู่มาก และยังมีสืบเนื่องกันต่อมาเป็นเวลาอีกยาวนาน

ศิลปะคริสเตียนยุคแรก

April 22nd, 2013 10:46 am

ศิลปะคริสเตียนยุคแรก

ศิลปะคริสเตียนยุคแรก (พ.ศ.๖๔๐-๑๐๔๐) และศิลปะไบเซนไทน์ Bizentine (พ.ศ.๑๐๔๐-๑๙๙๖)ศิลปะคริสเตียนในยุคแรกรับอิทธิพลมาจากศิลปะโรมัน อาคารในสมัยแรก จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ถูกฆ่าเรื่องศาสนา  วิหารพิธีเจิมน้ำมนต์ ผนังภายนอก อาคารจะถูกปล่อยไว้เรียบ ๆ ทื่อ ๆ ผนังภายในอาคารจะประดับด้วยเศษหินสี แวววาว ส่วนต่างๆของอาคาร เช่น เสารายแบบโรมัน เสาก่ออิฐ หลังคาทรงโค้ง แผนผังอาคารมี ๒ แบบ คือ แบบชนิดตามยาว และแบบชนิดศูนย์กลาง ซึ่งมีรากฐานมาจากสถาปัตยกรรมโรมัน อาคารที่มีแนวยาวเหมาะสำหรับขบวนพิธีการ ที่สง่างาม อาคารชนิดมีศูนย์กลาง

สำหรับเป็นสถูปสถานของนักบุญคนสำคัญ แต่ต่อมานิยมสร้างโบสถ์แบบมีศูนย์กลางกันมาก อาคารแบบมีศูนย์กลางอาจมี หลายรูปทรง เช่น ทำเป็นรูปทรงไม้กางเขนกรีก อยู่ภายในรูปจัตุรัส หรือไม่ก็รูป วงกลม โบสถ์ที่มีผังชนิดมีศูนย์กลางมักทำหลังคาทรงโค้ง หรือทรงกลมด้วย อิฐหรือหิน อาคารทรงเรือนโถงขนาดใหญ่มักทำเครื่องบนหลังคาด้วยไม้ท่อน จิตรกรรมมีทำบนฝาผนังและแผงไม้ ตลอดจนทำเป็นภาพประกอบเรื่องในหนังสือ เขียนด้วยสีฝุ่น สีขี้ผึ้งร้อน และสีปูนเปียกอย่างแห้ง แสดงรูปคนกำลัง สวดมนต์ และภาพปาฏิหารย์ตอนสำคัญของพระผู้เป็นเจ้าที่นำมาจากพระคัมภีร์ เก่าและใหม่ หนังสือในสมัยแรกๆ ทำมาจากหนังสัตว์และเป็นหนังสือม้วน ภาพประกอบเรื่องในหนังสือแสดงให้เห็นความเป็นธรรมชาติ โดยแก้ไขให้ เป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะเป็นธรรมชาติแท้ๆ

ลักษณะของภาพเป็นรูปแบน และเป็นการใช้สีอย่างประหลาด ๆ งานประติมากรรมในยุคคริสเตียนถูกลดความสำคัญ อันเนื่องมากจากบท บัญญัติในพระคัมภีร์ เกี่ยวกับรูปเคารพบูชา ประติมากรรมมักจำกัดอยู่กับงาน ขนาดเล็ก ๆ ได้แก่ งานแกะสลักรูปคนบนโลงศพ ถ้วยและจานโลหะ งานแกะสลักงาช้าง โกศบรรจุธาตุศักดิ์สิทธิ์  คำว่า “ไบเซนไทน์” เรียกตามชื่อ จักรวรรดิไบเซนไทน์ ที่มีกรุงคอน สแตนติโนเปิล เป็นเมืองหลวง (ปัจจุบันคือกรุงอิสตันบูลเมืองหลวงของประเทศตุรกี) ลักษณะศิลปะไบเซนไทน์ มีลักษณะคาบเกี่ยวกับศิลปะคริส-เตียนอยู่มาก และยังมีสืบเนื่องกันต่อมาเป็นเวลาอีกยาวนาน

ศิลปะสากล

April 17th, 2013 11:55 am

ศิลปะสากล

ประวัติศาสตร์ศิลป์บอกให้เราทราบถึงการสร้างสรรค์ และวิวัฒนาการศิลปะของมนุษยชาติ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคปัจจุบัน เราได้ศึกษาแบบอย่างงานศิลปะ ความเคลื่อนไหว ความเพียรพยายามในการสร้างสรรค์ ความเปลี่ยนแปลงของศิลปกรรมของแต่ละยุค เป็นแบบอย่างเพื่อการพัฒนา นำไปสู่การยกระดับคุณภาพของงานศิลปะในยุคปัจจุบัน นอกจากนั้น การศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ ช่วยให้เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของงานศิลปะ มีความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของมวลมนุษย์ทั้งโลก

ศิลปะสากลหรือศิลปะตะวันตก หมายถึง ศิลปะที่สร้างขึ้นในอารยธรรมยุโรป อียิปต์ กรีก โรมัน ซึ่งมีการพัฒนามาเป็นเวลากว่าสามพันปี จนมีรูปแบบแนวคิด ความเชื่อตามยุคสมัยต่าง ๆ

ศิลปะตะวันตก หมายถึง ศิลปกรรมของกลุ่มประเทศในยุโรป (ปัจจุบันรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย) มีรากฐานมาจากศิลปะของอียิปต์ และกรีก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมยุคโบราณของโลก และพัฒนาขึ้นมาภายใต้อิทธิพลของคริสต์ศาสนา เป็นต้นแบบของศิลปะสากลในปัจจุบัน

สมัยโบราณ ได้แก่ ยุคหินเก่า หินใหม่ อียิปต์ กรีก โรมัน มนุษย์ยุคหินเป็นยุคที่ยัง ไม่มีการบันทึกเรื่องราวเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น มนุษย์โครมันยอง จะสร้างงานศิลปะขึ้นตามความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ อภินิหาร เช่น ภาพเขียนบริเวณฝาผนังถ้ำ อนุสาวรีย์หิน สมัยอียิปต์มีการสร้างพีระมิดรูปสลักหินฟาโรห์ จิตรกรรมฝาผนัง สมัยกรีกมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้า เช่น ซีอุส เฮอร์คิวลิศโพไซคอน จึงมีรูปเขียนและรูปปั้นเกี่ยวกับเทพในสมัยโรมันมีการสร้างซุ้มประตูโค้งต้อนรับผู้ที่ได้รับชัยชนะ

ศิลปะตะวันตกได้มีอิทธิพลต่อศิลปะและวัฒนธรรมแทบทุกมุมโลกไม่เว้นแม้โลกตะวันออกเป็นเวลายาวนานตั้งแต่อดีตในยุคที่เริ่มมีการติดต่อ ค้าขายทางเรือเป็นต้นมา ศิลปะตะวันตกก็ได้ถูกเผยแพร่มาด้วย โดยเริ่มแรกก็เข้ามาผสมผสานกับศิลปะดั้งเดิมของท้องถิ่นนั้นจวบจนปัจจุบันในยุคที่ทั่วทุกมุมโลกถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ความก้าวหน้าด้านการขนส่งและเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ศิลปะและวัฒนธรรมตะวันตกถูกแจกจ่ายอย่างรวดเร็วไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทวีปเอเชีย

งานศิลปะที่ขึ้นชื่อของอยุธยา

April 12th, 2013 12:01 pm

งานศิลปะที่ขึ้นชื่อของอยุธยา

งานศิลปะที่ขึ้นชื่อของอยุธยาอีกแบบหนึ่งคือ งานประดับมุก เช่น ประตูหน้าต่างภาชนะใช้สอย เช่น เตียบ ตะลุ่ม พานแว่นฟ้า ฯลฯ ถ้าประดับมุกกับกระจก เรียกว่า มุกแกมเบื้อ (เบื้อเป็นกระจกสีขาว) ส่วนการประดับกระจกสีลายละเอียด เรียกว่า ตะลุ่มประดับกระจก ถ้าเขียนสีเรียกว่า ลายกำมะลอ ซึ่งมีความหมายว่าไม่ถาวร  เป็นการชั่ว คราว แต่ความจริงแล้วลายกำมะลอก็เป็นการเขียนที่ทนทาน แต่เป็นการเขียนผสมรักตามกรรมวิธีแบบญี่ปุ่น ซึ่งเราถือว่าเป็นงานชั้นรองจากงานประดับมุก ลายมุกที่มีชื่อเสียงของไทยปัจจุบันเป็นสมบัติที่เหลือจากอยุธยาทั้งสิ้น เช่น บานประตูที่พระพุทธชินราช พิษณุโลก ลายมุกประตูพระพุทธบาท สระบุรี บางบาน ลายมุกยอดและห อมณเฑียรธรรม ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่กรุงเทพฯ จะเห็นได้ว่า การผูกลายมีสองแบบ คือ แบบวงกลมมีกนกข้างภายในวงกลมเป็นลายก้านขด ภายในวงขดเป็นรูปสัตว์ต่างๆ และอีก แบบเป็นลายก้านวางลายเป็นอิสระมากกว่าแบบวงกลมที่เป็นจังหวะตายตัว

งานศิลปะเครื่องถม สมัยอยุธยาจัดเป็นเลิศในขบวนลาย ถึงแม้ว่าขึ้นรูปหุ่นจะไม่ดีงามเท่ากับของสมัยกรุงเทพฯ ตอนต้นก็ตาม งานเครื่องถมสมัยอยุธ ยาตอนปลายเราหาแหล่งผลิตไม่ได้แน่นอนว่าอยู่ ณ แห่งใด แต่การขึ้นรูปของขันต่างๆ ที่ใช้ล้างหน้า หรือใส่บาตร เป็นแบบพื้นๆ ที่ช่างสามารถทำได้ทุ กคนถ้าเป็นช่างเงิน ลายที่สลักและดุนเป็นลายที่ประกอบด้วยก้านขดช่อหางโต มีภาพเทวดา ครุฑ และสัตว์ประกอบ มีทั้งถมดำ  ถมทาทองที่ลายเรียก ว่า ถมทอง ถมที่ทาทองบางแห่งที่ลาย เรียกว่า ถมตะทอง นับเป็นศิลปยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งของศิลปสมัยอยุธยา

งานจิตรกรรม อยุธยายุคที่ 4

April 7th, 2013 2:01 am

งานจิตรกรรม อยุธยายุคที่ 4

งานจิตรกรรม คงมีมากแต่สูญหายไปพร้อมกับการเสียกรุง เราพบตัวอย่างงานจิตรกรรมตามหนังสือสวดพระ มาลัย แต่ก็มีเป็นส่วนน้อย งานเขียนที่ผนังโบสถ์ พบที่วัดเกาะแก้วสุทธาราม เพชรบุรี วัดปราสาท นนทบุรี เฉพาะที่วัดเกาะแก้วมีเขียนบอกไว้ว่า เขียนปี พ.ศ. ๒๒๗๗ การเขียนเป็นภาพพุทธประวัติ แบ่งจังหวะภาพเท่ากัน เป็นการแบ่งแบบซ้ำๆ

ศิลปะสมัยอยุธยาหมายถึงศิลปะและรูปแบบของ อาณาจักรอยุธยาตั้งแต่ปี 1893 จนถึง 2310 ในยุคแรกๆ จะสะท้อนถึงอิทธิพลจากทวารวดีและลพบุรี แต่ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นไป เริ่มมีการพัฒนารูปแบบที่ได้รับความนิยมไปทั่วอาณาจักร โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานศิลปะของสุโขทัยและอู่ทองในยุคก่อนหน้านี้ งานศิลปะเหล่านี้ทำจากโลหะสัมฤทธิ์ ไม้แกะสลัก ปูนปั้น และหินทราย มีงานศิลปะมากมายถูกทำลายไปในช่วงที่พม่ารุกรานเข้ามา

งานศิลปะในสมัยนี้แบ่งออกได้เป็น 4 ยุค ยุคแรก (ปี 1893 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15) เมื่ออิทธิพลจากอู่ทองมีความโดดเด่น ยุคที่สองตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งในช่วงนี้อิทธิพลจากสุโขทัยมีความโดดเด่น ยุคที่สามคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งเขมรตกอยู่ใต้อาณัติของอาณาจักรอยุธยา และศิลปะของเขมรก็เริ่มกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง และยุคสุดท้ายตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 จนถึงปี 2310 เมื่อศิลปะนิยมความวิจิตรบรรจงและพระพุทธรูปประดับด้วยมงกุฎและผ้าจีวร

อยุธยายังรับศิลปวัฒนธรรมไทยจากสุโขทัยเข้ามาผสมเข้ากับวัฒนธรรมของอยุธยา จนกลายเป็นศิลปวัฒนธรรมของอยุธยาในที่สุด และในระยะต่อมาได้กลายเป็นรากฐานของศิลปวัฒนธรรมไทยในสมัยต่างๆจนถึงปัจจุบัน

งานประณีตศิลป์อยุธยายุคที่ 4

April 2nd, 2013 1:52 pm

งานประณีตศิลป์อยุธยายุคที่ 4

งานประณีตศิลป์ในยุคนี้มีอย่างมากมาย แต่ได้ถูกทำลายย่อยยับไปพร้อมกับกรุงศรีอยุธยา เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๓๑๐ งาน แกะไม้ที่สำคัญๆ เช่น ครุฑโขนเรือที่ตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ซึ่งเป็นระยะเวลาสมัยพระ เจ้าบรมโกศทรงปรับปรุงระเบียบประเพณีต่างๆ หรือหน้าบันโบสถ์วัดหน้าพระเมรุ เป็นภาพนารายณ์ทรงครุฑ ภาพครุฑ ภาพเทวดา  แบบลวดลายไม่เก่าถึงบานประตูที่ได้จากวัดพระศรีสรรเพชญ จากความแตกต่างอาจจะเป็นของ ที่สร้างขึ้นใหม่คราวปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ส่วนธรรมาสน์ และธรรมมาสน์สวดรับเทศน์ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุพิษณุโลก เป็นของที่สร้างในสมัยนี้ ธรรมาสน์เทศน์สร้างแบบฐานสูง ยอดแหลมส่วนฐานเป็นแบบ ฐานชนิดมีครุฑ และสิงห์แบกรับ แตกต่างกับธรรมาสน์ที่วัดใหญ่สุวรรณารามเพชรบุรี

ซึ่งเป็นแบบที่เก่ากว่าธรรมาสน์ที่พิษณุโลกนี้ ส่วนธรรมาสน์สวดรับเทศน์ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมีมุขและยอดแบบปราสาท ส่วนที่วัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรีไม่มียอด มีความแตกต่างกันอย่างเห็นชัด แต่ความประสงค์และประโยชน์ใช้สอยมาจากความคิดเช่นเดียวกันแสดงถึงสกุล ช่าง และการพัฒนาการวางลายตลอดจนรูปแบบได้อย่างดี รูปสลักเสี้ยวกางคือ รูปเทวดาเฝ้าประตูของไทยแต่สร้างเป็นรูปแบบจีนตามคติจีน โดยท่วงท่าทีต่างๆ เชื่อว่ามีมาแต่ยุคก่อนๆ แต่เท่าที่พบบานประตูที่นำมาจากวัดหันตรา เป็นภาพเสี้ยวกางถือกั้นหยั่นแบบจีน กั้นหยั่นคือมีดสั้นมีสองคมคดไปคดมา ก็เป็นศิลปะที่เกิดในสมัยนี้ โดยเปรียบเทียบจากรูปทรงมงกุฎการแต่งกายเป็นแบบสุดท้ายที่สุดของเครื่องแต่งกาย การเขียนภาพตู้ลายรดน้ำเป็นภาพเสี้ยวกาง ลายที่ประกอบภาพเสี้ยวกางประกอบด้วยลายกนกก็เป็นของเกิดขึ้นในสมัยนี้